เปรียบเทียบ 2d กับ 3d
posted on 22 Nov 2007 18:05 by mika-chai in Tips-And-Tutorials
การเปรียบเทียบระหว่าง 2d กับ 3d
บทความนี้อาจจะไม่ถูก้อง 100 % เพราะมาจากที่สำรวจและประสบการ์ณของตัวผมเองด้วย. เพราะผมเป็นคนนึงในหลายๆคนที่จับทั้ง 2d และ 3d ทั้งคู่. ทั้งนี้ คำถามแบบนี้เป็นที่คุยกันและถกเถียงมานานมากเหมือนกัน. ผมเลยเอามาจำแนกเป็นหลายๆหัวข้อเพื่อเปรัยบเทียบ.
2มิติ คือ ภาพที่รูปร่างรูปทรงแต่ไม่มีความลึก จะพูดง่ายๆคือมีแค่ความยาวกับความกว้างเท่านั้น.
3มิติ คือ ภาพที่มีปราณ หรือ ภาพที่มีความลึก โดยดวงตาคนเราจะรับรู้เป็น 2มิติ ทั้งสองข้างแล้วเอามารวมประมวลผลกันในสมองให้เห็นความลึก.หากยังไม่กระจ่างลองดูที่รูปแล้วเทียบกันนะขอรับ.

ขั้นตอนการผลิต
เริ่มแรกผมพูดถึงความเร็วในการผลิดก่อนแล้วกัน ถ้าดูจากประเทศที่ทำการ์ตูนคลื่อนใหวกันนั้น การผลิตการ์ตูน 2ดี ยังอยู่ในระดับที่เร็วกว่า 3ดี อยู่พอควร ไม่ว่าจะญี่ปุ่ญ หรืออเมริกาก็ตาม.
การสร้างตัวละคร 2มิติ จะสร้างตัวละครโดยวาดเป็นรูปๆแล้วต้องเอามาลงสีไล่ไปทีละภาพทั้งๆที่เป็นตัวเดียวกันก็ตาม แต่ใน 3มิติ นั้นเราสร้างตัวละครและพื้นผิวของตัวละครขึ้นมาเพียงครั้งเดียว แล้วก็สามารถใช้ได้ทั้งหนังทุกเฟรม. แต่ว่า 2มิติ นั้นการเปลียนแปรงตัวละครไม่ว่าหน้าตาหรือรูปร่างจะง่ายกว่า 3มิติในด้าน รูปร่างไม่คงที่ เพราะว่า แค่วาดเปลี่ยน แต่ 3มิติต้อง ปั้นตัวละครใหม่ หรืออีกวิธีที่ง่ายขึ้นคือปรับเปรี่ยนพื้นผิวของตัวละคร ในทางกลับกัน ถ้าตัวละครที่มีรายระเอียดเยอะ 3มิติจะได้เปรียบกว่ามากเพราะทำพื้นผิวเพียงครั้งเดียว.
การเคลื่อนใหว ในงาน 2 ดีนั้นเวลาจะทำก็ต้องวาดแล้วเอาภาพมาเรียงต่อกันเรื่อยๆ แต่ ในงาน 3ดี เราทำตัวละครแล้วเอามาเคลื่อนที่โดยแค่จัดเฟรมแรกแล้วเฟรมสุดท้ายที่เหลือ คอมจะจัดการสร้างเอง รวมไปถึงการเคลื่อนใหวของตัวละคร.
มุมมอง งาน 3ดี นั้น พอเราจัดท่าตัวละครแล้วเร้ต้องสร้างกล้องขึ้นมาเพื่อหามุมมองของภาพหรือหนัง(เหมือนถ่ายกล้องจริงๆ) แต่ใน 2ดี นั้นเอาสร้างมุมมองตอนวาดเลย (คือทำในขั้นตอนเดียวกับการวาดเคลื่อนใหวนั่นแหละ) แต่ตรงนี้ต้องใช้ประสบการ์ณในการวาดเยอะพอสมควร ไม่เช่นนั้นจะวาดเพี้ยนได้.
ความสมจริง อันนี้ 3มิติ กินขาด เพราะการจัดแสงมุมมอง ยังไงมือวาดก็ยังไม่เท่าเทียมได้ งาน 3มิติ ถึงนำไปใช้ในวงการภาพยนต์ค่อนข้างมากกว่างาน 2มิติ.
การประมวลผล 2มิติ นั้นจะทำการประมวลผลได้เร็วกว่ามากถึงจะมีการแต่งแสงเข้ามาร่วมด้วย(ทั้งนี้คือการแต่งสีฟิลม์นั่นเอง). แต่ 3มิติ จะประมวลผลออกมาเป็นภาพๆ ซึ่ง 1 ภาพจะต้องคำนวนเรื่องแสง มุมกล้องความลึกของวัตถุ ตรงนี้ทำให้งาน 3ดี จะช้ามาก ซึ่งบางทีแค่ 1 ภาพก็ใช่เวลาประมวลผลเกินกว่า 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว(ใช้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง) แต่งานก็จะออกมาสวยเช่นกัน.
ทุนทรัพย์
โปรแกรมการใช้งานบนคอมพิวเตอร์2 มิติ นั้นจะทำจากกระดาษก่อนแล้วค่อยเอามาลงคอมไม่ว่าจะเรียงตัดต่อ หรือไม่ก็ลงสี บางทีอาจจะรวมไปถึงวาดบนคอมด้วย ซึ่งราคาของโปรแกรมต่างๆนั้นค่อนข้างถูกกว่าโปรแกรมอย่าง 3มิติ เกือบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว.
3มิติ โปรแกรมจะแพงมากๆ โดยเฉพาะโปรแกรมหลักๆที่ทำได้ทุกอย่าง อย่าง 3ds max กับ Maya เป็นต้น แต่ว่าโปรแกรมเฉพาะก็ค่อข้างเยอะเช่นกัน อย่างสร้างฉากไม่ก็ตัวละคร ลงรายละเอียดเป็นต้น. *หมายเหตุ*ไม่ว่าจะ 2มิติ หรือ 3มิติ ก็จำเป็นต้องใช้โปรแกรม ตัดต่อหนังเช่นกัน แต่ที่กล่าวข้างต้นไม่ได้รวมโปแกรมพวกนี้เอาใว้.
เครื่องคอมพิวเตอร์อันนี้จะเห็นความแตกต่างของราคาได้ง่ายกว่ามาก งาน 2มิติไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แรง หรือสมรรถนะสูง(พูดอย่างกับรถเลย อิอิ) ซึ่งตรงนี้ทำให้เครื่องคอมถูกลงอย่างพอควร(เกือบครึ่ง) แต่งานนี้จะเสีย เงินไปทางอุปกรณ์ ซะมากกว่า อย่าง ดินสอ, ยางลบ, ปากกา, โต๊ะไฟ กับ เครื่องแสกน เป็นต้น. งาน 3 มิติ ต้องเตรียมใจเรื่องค่าคอมพิวเตอร์เลยเพราะไม่ว่าจะ RAM หรือ การ์ดหน้าจอคอม ก็ราคาสูงแล้ว นอกจากนี้หาต้องบการเครื่องช่วยประมวลผลก็ยิ่งแพงเข้าไปอีกซึ่งราคาอาจจะสูงกว่าคอมที่ใช้เป็นเท่าตัวได้เลยเช่นกัน. ไม่ว่าจะทำงาน 2มิติ หรือ 3มิติ นั้นก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนทั้งนั้น ทั้งวาดทั้งปั้น. เพราะงั้นใครชอซะทีเดียวเพราะต้องนำไปตัดต่อเรียบเรียงเพื่อนทำเป็นหนังต่อไปซึงจะอยู่ในขั้นตอนตัดต่อหนังทั้งหลาย. ส่วนผมเองก็จับทั้ง 2 อัน แต่ก็จะเลือกแล้วล่ะว่าจะไปทางด้านใหนดี แต่จริงๆก็ยังไม่รู้เลยเอิกๆ.




ชอบ 2D เพราะมัน น่าร๊ากดี หรือ อาจจะเพราะเห็นมาจน คุ้นตา ...อ่ะจ๊ะ

#1 By หุ่นดีกันเถอะ on 2007-11-22 18:20